Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Stop & Listen
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     

Text : อนุ-สรณ
Stop & Listen
: เพลง: ปลายแสด แสงแดดที่กำลังลับขอบฟ้า กับกวีใส่ดนตรี ‘มาลีฮวนน่า’

 


อัลบั้มล่าสุดของ ‘ดอกไม้ดนตรี’ มาลีฮวนน่า กับชุด ‘ปลายแสด’ แสงแดดที่กำลังลาลับขอบฟ้า ฟังครั้งแรกยังงงว่า ไข่ คธาวุธ เล่นอะไรกับผลงานชุดนี้ เพราะที่ผ่านมาเขาสร้างลูกเล่นให้งานเพลงอย่างที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอ หนนี้เล่นเอาผมประหลาดใจเพราะเพลงแรกที่ฟัง คือ ‘ในฝัน’ นี่มันทำนองลูกทุ่งชัดๆ อันที่จริงผลงานก่อนหน้านี้ก็โน้มเอียงไปทางลูกทุ่งอยู่แล้วบ้าง อย่างเช่นเพลงในชุด ลมใต้ปีก ถึงอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจนเท่า แต่ก็ยังคงกลิ่นอายเพื่อชีวิตชนบทสบายๆ สไตล์มาลีฮวนน่าอย่างเดิม
                เพลงชุดนี้ทำให้ผมสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมาทันที เรียกได้ว่าออกมาตรงกระแส ‘พอเพียง’ เลยก็ว่าได้ ได้ฟังแล้วอยากกลับบ้านยังไงไม่รู้ เหมือนผืนนารวงทองลอยล่องอยู่ตรงหน้า แม้ที่บ้านจะไม่ได้ทำนาก็ตาม “...อัสดง รื่นสายลมพัดล่อง ทุ่งสีทองเอวพลิ้วลิ่วดั่งคลื่นหนุน ตะวันลับเลื่อนลงเหลือบฟ้า สกุณาร่อนลาคืนรังอุ่น แหล่งเคยขุนยามสนทยา แดดสุดท้ายส่องต้องปลายริ้วรวง ให้แหนหวงรวงนี้ที่ห่วงหนักหนา...” จากเพลง แดดสุดท้าย
                แดดสุดท้ายของวัน ใครจะไปรู้ว่าเย็นไหนมันเป็นสีอะไร บ้างก็แสดจ้า บ้างมืดสลัว บ้างแดงน่ากลัว แต่ความรู้สึกที่มันให้แก่เราคือความสลดอดหู่ และหงอยเหงา ลองนึกภาพชาวนาไร่ในชุดทำงานเงื้อมจอบเหนือศีรษะเพื่อจะขุดเจาะดิน แปรสภาพเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูตัวเอง และปากท้องของครอบครัว แดดสุดท้ายพาดผ่านร่างทะมึนตกเป็นเงาไหวระริกอย่างเชื่องช้าบนผืนดินเบื้องล่าง มันช่างเหมือนจิตใจของชายคนนั้นอยากพักผ่อนเต็มที และแดดสุดท้ายนี้เองที่จะนำพาเขากลับบ้าน แม้ตัวเขาเองจะยังหวงแหนงานเบื้องหน้าก็ตาม
                “...พี่รอเจ้ามาช่วยจันทร์ มองฟ้านั้นยังมืดมน ในหัวใจพี่สับสน ไม่มีคนมาช่วยจันทร์ มาช่วยกัน มาช่วยกัน มาช่วยจันทร์ ยังไม่สาย...” จากเพลงช่วยจันทร์
                เพลงกระท่อมกัญชา ที่ว่า “...แดนนี้มีต้นกัญชา ปกคลุมแน่นหนา ใบกัญชาป่านี้สพรั่ง เวียงวังทองก็รองกระท่อมพังๆ ดีกว่าเวียงราชวัง ไม่หวังจะแรมไกล...”  ต้องยอมรับเลยครับว่าฟังเพลงชุดนี้แล้วกลิ่นบ้านไร่ปลายนาลอยเตะจมูกกันทุกตอนเลยทีเดียว อย่างนี้ไม่ให้ผมบอกได้ไงว่าได้ฟังแล้วทำให้สำนึกรักบ้านเกิด แต่ตัวอย่างในเพลงนี้ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับสิ่งเสพย์ติดเป็นสิ่งที่ไม่น่าข้องแวะด้วย ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่ยกมาเพื่อจะเปรียบว่าความสุขที่แท้จริง จากการใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย กับแนวทาง
กสิกรรม เริ่มงานเมื่อไก่โห่ เลิกงานเมื่อปลายแสดสุดท้ายของวันเข้ามายึดครองความสว่าง  ความสุขแบบดั่งเดิมของเราที่ปู่ ย่า ตา ทวด ทิ้งไว้ให้สุขสบายแล้ว ไม่เห็นจะต้องรับสิ่งปฏิกูลของชาติตะวันตกมาใส่ตัวเลย เฮ้อ!
                “...บัวเอ๋ย บัวทอง จากบึงบ้านป่าเคยนอน จำใจจากจร สู่แดนแคว้นศิวิไลซ์ แสงสีรุ่งเรืองสังคมในเมืองลวงตา น้องนางบ้านนาถลาตัวเข้าไป หลงใหล เพียงเงินอย่างเดียว เยียวยาความจนเข็ญใจ พี่เสียน้องไป เสียใจจนดินถมหน้า...” เพลงวังทอง
                “...บนทางมืดคิด บอกชีวิตเข้มแรงแข็งใจ หากเคยล้มลง ยังมีสายลมสายใจ ยังมีแสงชัย ความหวังจุดส่องนำทาง หลากหลายผู้คนเอาใจให้เราก้าวย่าง ร้องไห้กับฝันกับวันที่เดินหลงทาง กลางคืนอ้างว้างยังมีสายลมหายใจ...” เพลงยิ้มให้กับฝัน
                ใครๆ ก็คิดว่าทางที่จะยกระดับตัวเองก็คือการมุ่งสู่เมืองศิวิไลซ์ แต่น้อยคนนักที่จะสมดังปรารถนา ผิดหวังเมื่อใด บ้านก็ยังต้อนรับด้วยความยินดี

                แดดสุดท้ายเยือนคราใด บ้านก็ยังอ้าแขนรอรับอยู่เสมอ บ้านเปรียบเหมือนจุดเริ่มต้น เป็นทั้งจุดสิ้นสุดและผลักดัน สำนึกรักบ้านเกิด อยู่อย่างพอเพียง ความสวยงามจะก่อเกิดกับทุกสิ่งข้างกายที่เราก้าวย่างครับ                




'''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''

 
   
     
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618